การสร้างวินัยเชิงบวก

-การสร้างวินัยเชิงบวก-

ในช่วงเกือบ 2 ปีการศึกษาที่ผ่านมา และในปีการศึกษาปัจจุบัน ทางโรงเรียนสาธิตได้พยายามปรับลักษณะการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาผู้เรียนหลายด้าน

หนึ่งในนั้นคือ การพยายาม “สร้างวินัยเชิงบวก” โดยในปีการศึกษา 2561 ตัวแทนคุณครูได้นำสิ่งที่ดำเนินการ “PLC ของคุณครูสู่การพัฒนาวินัยเชิงบวกในชั้นเรียนประถมศึกษา” ไปนำเสนอในงานมหกรรมทางการศึกษา หรือ EDUCA2018 ที่อิมแพคอารีนา เมืองทองธานี

ทั้งนี้ หากทางโรงเรียนได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองในการพัฒนาวินัยเชิงบวกให้กับเด็กๆ ย่อมจะช่วยให้สามารถพัฒนาผู้เรียนได้สอดคล้องกับเป้าหมายของโรงเรียน และช่วยส่งเสริมผู้เรียนได้เต็มศักยภาพมากขึ้น

ครูปอยจึงขอสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับการสร้างวินัยเชิงบวกที่บ้าน จากสาระที่ได้จากการบรรยายโดยวิทยากร คือ ท่านอาจารย์ขวัญดาว และจากความรู้ความเข้าใจที่มีไว้เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองได้นำไปปรับใช้นะคะ

การสร้างวินัยเชิงบวก ต้องมีทิศทางที่สอดคล้องกันระหว่าง “บ้าน” และ “โรงเรียน” เพื่อช่วยให้เด็กๆ ฟอร์มพฤติกรรมได้อย่างมั่นคง ไม่สับสน

 

“การสร้างวินัยเชิงบวก” ไม่ใช่ “การลงโทษ” เพราะ การลงโทษมีวัตถุประสงค์เพื่อพยายามยับยั้งไม่ให้เด็กเกิดพฤติกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งมักเป็นพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่แบบเราๆ ไม่ชอบใจ ไม่อยากให้ทำ แต่การสร้างวินัยเชิงบวก ใช้ในการสอนให้เด็กเรียนรู้สิ่งใหม่ ปรับพฤติกรรมให้ถูกต้องโดยไม่ต้องหวาดกลัวความรุนแรง

 

การสร้างวินัย หมายถึง การสอนหรือฝึกให้คนเคารพกฎ กติกา ระเบียบ หรือแนวทางปฏิบัติทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในขณะที่ “การลงโทษ” มุ่งที่จะควบคุมพฤติกรรมของเด็ก …และแม้ว่า การลงโทษโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางร่างกาย ทำให้เด็ก “หยุด” พฤติกรรมที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องการอย่างรวดเร็ว แต่ในระยะยาว ไม่ส่งผลต่อการควบคุมตนเองของเด็กๆ

 

การลงโทษ และ การสร้างวินัยเชิงลบ หรือ Negative Discipline คือ การที่ผู้ใหญ่มักจะ…
1. ตั้งสมมติฐาน — ลูกหลานจะต้องทำ “ผิด” แน่ๆ
2. สร้างข้อกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน — มาจากข้อแรกค่ะ เชื่อว่าเด็กๆ ผิด ก็มักจะ “กล่าวโทษ” ชี้แจงความผิดเด็กๆ ไปก่อนแล้ว
3. ใช้กำลังทางร่างกาย — ไม้แขวนผ้า ก้านมะยม สารพัดอาวุธใกล้ตัว ที่ผู้ใหญ่หยิบคว้าได้ เพื่อจะทำให้เด็กๆ “หลาบจำ”
4. ใช้อำนาจของความเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะ “พ่อ” “แม่” “ปู่ย่าตายาย” — ยังไงก็ถูกเสมอ และเด็กๆ ผิดเสมอ บ่อยครั้ง ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมรับนะคะว่า เราเองเป็นต้นเหตุของปัญหาบางเรื่อง
5. มุ่งจับผิด และความไม่ดีคือ “เด็ก” —จริงๆ ถ้าเด็กทำผิด ไม่ได้หมายความว่า เด็กไม่ดีนะคะ แต่ “เด็กทำพฤติกรรมไม่ดี” ถ้าเด็กไม่ทำพฤติกรรมนั้น ก็แสดงว่า “เด็กดี” ดังนั้น ประโยคเช่น “แกมันแย่” “เธอมันไม่ดี” ไม่ควรเป็นคำพูดที่ผู้ใหญ่ใกล้ตัวพูดกับเด็กๆ นะคะ
6. เปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น
7. ยืนยันว่า “ผู้ใหญ่” ถูกต้องและ ทำได้ถูกต้องกว่ามากกว่าเด็กๆ เสมอ

 

ลองปรับนะคะ
จากการเริ่มต้นด้วย “ดุ” “ต่อว่า” ควรถามหาที่มาหรือเหตุผล และใจเย็นๆ รอฟังคำตอบเด็กๆ นะคะ
หรืออาจเปลี่ยนการสื่อสาร เช่น “จะกินหรือไม่กิน” เป็น “ลองกินสัก 3 คำได้มั้ย” หรือ “ถ้ายายให้เลือกระหว่าง 3 คำ กับ 5 คำ หนูจะเลือกอะไร”

 

ผู้ใหญ่มักมองเห็นสิ่งไม่ดีที่เด็กๆ ทำ
ในการสร้างวินัยเชิงบวกควรพยายามใช้อัตราส่วน 4:1 คือ พยายาม “จับถูก” พฤติกรรมที่ดีของเด็กๆ 4 ครั้ง ต่อการ “จับผิด” พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม 1 ครั้ง และควรพยายามทำแบบนี้อย่าง “คงเส้นคงวา” เพื่อแสดงให้เด็กๆ เห็นว่าผู้ใหญ่จริงจังกับการสังเกตสิ่งที่เด็กๆ ทำได้ดี หรือมีพฤติกรรมที่ดีและให้รางวัลแก่เด็กๆ ทันที …ซึ่งรางวัลเป็นได้ตั้งแต่ ยิ้ม ชมเชย ให้สิทธิพิเศษกว่าปกติ เป็นต้น

 

Power, F. Clark and Hart, Stuart N. (cited in UNESCO, 2006) ระบุหลักสำคัญสำหรับการสร้างวินัยเชิงบวกให้เด็กไว้ 7 ประการ ดังนี้
1. เคารพศักดิ์ศรีของเด็ก
2. พยายามพัฒนาพฤติกรรมที่พึงประสงค์ การมีวินัยในตนเอง และบุคลิกลักษณะที่ดี
3. เพิ่มการมีส่วนร่วมของเด็ก
4. เคารพความต้องการในการพัฒนาของเด็กและคุณภาพชีวิตของเด็ก
5. ให้ความสำคัญกับมุมมองชีวิตและแรงจูงใจของเด็ก
6. ให้ความเป็นธรรม (ความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ) และความยุติธรรม
7. ส่งเสริมความสามัคคี
นอกจากหลักสำคัญ 7 ประการ แล้วนั้นยูเนสโก (UNESCO, 2006) ได้กำหนดขั้นตอนของการสร้างวินัยเชิงบวก ไว้ โดยอธิบายว่า “ในขณะที่การลงโทษคือการกระทำเพียงขั้นตอนเดียว แต่การสร้างวินัยเชิงบวกนั้นเป็นกระบวนการที่มี 4 ขั้นตอน ที่ช่วยให้เกิดการรับรู้และช่วยให้เด็กๆ ทราบถึงพฤติกรรมที่ (ผู้ใหญ่) พึงประสงค์

 

การสร้างวินัยเชิงบวก
ต้องเปลี่ยน
“ห้าม” — ถาม
“สั่ง” —ชวน/ให้ทางเลือก
“พูดเยอะๆ” “สอนยาวๆ” –พูดให้ชัดเจน
เด็กๆ ความอดทนน้อย ถึงเวลาผู้ใหญ่พูดเยอะๆ สุดท้ายเด็กๆ ไม่ทราบว่าผู้ใหญ่ต้องการให้ทำอะไร กลายเป็น “บ่น”
เช่น ปกติต้องการให้เด็กๆ เลิกเล่นเกม และเข้านอน มักจะพูดยาวเหยียด “นี่กี่โมงกี่ยามแล้ว มัวแต่เล่น ใช้ให้ทำงานก็ไม่ทำ การบ้านทำเสร็จรึยังก็ไม่รู้ …” สรุปว่า เด็กๆ ไม่ฟังแล้ว ว่าผู้ใหญ่ต้องการอะไร ลองเปลี่ยนใหม่ เป็นบอกว่า “ลูกเล่นเกมนานไปรึยัง แม่อนุญาตให้เล่นต่ออีก 15 นาที แล้วสี่ทุ่มครึ่งต้องเก็บโทรศัพท์แล้วนอน ตกลงมั้ย” ในลักษณะนี้ อาจมีการต่อรองเวลา ซึ่งคุณแม่ควรพิจารณา และ “มั่นคง” ในสิ่งที่ต้องการสื่อสาร เช่น แม่ให้ได้แค่ 20 นาที จริงๆ แม่อยากให้หยุดตอนนี้ แต่แม่ก็เข้าใจว่ากำลังสนุกติดพันอยู่ แม่ขอ 20 นาทีนะ”

ต้องเปลี่ยน
การเปรียบเทียบทุกอย่าง เปรียบกับเด็กข้างบ้าน เปรียบกับตัวเด็กในสมัยก่อน “ตอนเด็กๆ ไม่เป็นแบบนี้” หรือเปรียบกับตัวผู้ใหญ่เอง ว่าสมัยเราเป็นเด็กไม่มี ไม่เป็นพฤติกรรมนั้นๆ เพราะ สังคมเปลี่ยน การเปรียบเทียบ ไม่ช่วยสร้างความเข้าใจในพฤติกรรม มีแต่จะทำให้มองเห็นพฤติกรรมนั้นเลวร้ายเพิ่มขึ้น

“แย่มาก” “สมัยชั้นไม่มีหรอกนะ” “บ้านนั้นไม่มีหรอกนะ” “ไม่เคยเลี้ยงใครดื้อด้านเท่านี้” เป็นประโยคต้องห้าม คือ “ห้ามพูด” ควรลองเปลี่ยน …ชวนคุย ให้อธิบาย ถามเวลาปรับเปลี่ยน

ต้อง
มั่นคง – ทำเสมอ
ผู้ใหญ่มักเชื่อว่าเด็กๆ ชอบ “โกหก” แท้จริง เด็กๆ เพียงสื่อสารในสิ่งที่คิดว่า ผู้ใหญ่อยากฟัง และพูดแล้วปลอดภัย ดังนั้น ถ้าผู้ใหญ่ “ฟัง” ทุกเรื่อง ทำให้เด็กๆ ปลอดภัยที่จะพูด เด็กๆ จะไม่อยาก “โกหก”
ที่สำคัญคือ ผู้ใหญ่มักจะบอกว่าเด็กๆ ห้ามโกหก แต่หากเด็กๆ เติบโตมาโดยไม่เคยได้รับการรักษาสัญญาใดๆ เลย เด็กๆ ก็จะเรียนรู้ว่า “พูดแล้วไม่ทำ” หรือ “พูดสิ่งไม่จริง” เป็นเรื่องปกติ

พฤติกรรมเด็กๆ หลายอย่าง เป็นผลมาจากผู้ปกครอง เช่น เด็กไม่พูด ไม่กล้าแสดงออก ถามอะไรก็ไม่ตอบเลย…เมื่อครูปอยได้คุญกับคุณแม่ ก็พบว่า คุณแม่ไม่เคยหยุดฟังในสิ่งที่ลูกจะพูดเลย และทุกสิ่งที่ลูกอยากทำ ไม่มีอะไรโอเคเลยในสายต่คุณแม่ เป็นต้น

ดังนั้น บ้านและโรงเรียนต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างวินัยเชิงบวกให้เด็กๆ สาธิต ของเรานะคะ